Hello, Ubuntu 2 comments
วันนี้ได้มีโอกาสลง Ubuntu อีกครั้งหลังจากใช้อย่างจริงๆ จังๆ ครั้งล่าสุดเมื่อประมาณปีก่อน และเปลี่ยนกลับไปใช้ Windows Vista ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ที่นึกไม่ออกแล้วว่าเป็นอะไร แต่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องโปรแกรมที่ใช้ กับไดรเวอร์อีกเล็กน้อย
ลองนับดูแล้ว จริงๆ อยากจะลองมาใช้ดูอีกครั้งตั้งแต่ช่วงที่ Ubuntu 8.04 Hardy Heron ออกใหม่ๆ แต่ก็มีเหตุสำคัญที่ไม่สามารถใช้งานได้ในตอนนั้น ก็คือเรื่องการ์ดเสียง ก่อนหน้านี้การ์ดเสียงที่ผมใช้เป็นหลักก็คือ Creative X-Fi ส่วนหนึ่งก็เพราะจะเล่นเกม อีกส่วนก็เพราะนิสัย “อยากได้ของดีที่สุดเท่าที่ซื้อได้” ของตัวเองเล็กน้อย (ว่ากันตามตรงแล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีซักเท่าไหร่) ซึ่ง ALSA ไม่ซัพพอร์ต และแทบไม่มีทีท่าว่าจะซัพพอร์ต
ทางเลือกที่เหลือในการใช้ Ubuntu ให้มีเสียงในตอนนั้นมีอยู่สองทางก็คือใช้ OSS ซะและไดรเวอร์ของ Creative เอง ที่บั๊กเยอะมาก แต่ไม่ว่าทางไหนก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะ Ubuntu กับ OSS เองก็ผสมด้วยกันได้ไม่สวยเท่าไหร่
ด้วย ego ของตัวเอง ประกอบกับนิสัยเสียนั่น เลยเมินตัวเลือกง่ายๆ อย่างไปพันทิป ซื้อการ์ดจออันละ 300 มาเสียบให้ใช้ได้ จนเวลาล่วงเลยมาเมื่อเร็วๆ นี้ เลยได้รู้จักกับ Razer Barracuda AC-1 ที่ใช้ชิป C-Media Oxygen HD CMI8788 และมีซัพพอร์ตบน ALSA ตั้งแต่เวอร์ชั่น 1.0.16 ผ่านทาง alsa-oxygen ด้วยความหน้ามืด ก็เลยไปคว้าของมือสองมาหนึ่งตัว ด้วยงบประหยัด ได้ข้อดีมาอีกหนึ่งข้อก็คือเสียบ front panel ได้ ผ่านทาง pin J26 บนบอร์ด
เนื่องจากว่าเครื่องที่ใช้ ใช้ RAID ด้วยเหตุผลอะไรซักอย่างอีกแล้ว แต่เป็น FakeRAID ที่ถูก emulate โดย SATA Controller (อันที่จริงการ์ด RAID ก็มี แต่ไม่หยิบมาใช้ เพราะขี้เกียจจัดสาย) หนำซ้ำยังต้องลงคู่กับ Vista เพื่อ Dual-Boot ไว้เล่น Team Fortress 2 จึงมีปัญหามากในการ install Ubuntu อย่างน้อยที่สุดก็ต้องลงทุกอย่างด้วยมือ ไม่สามารถใช้ Installer ที่ติดมากับแผ่น LiveCD ได้
ใช้เวลาในการลงหนึ่งคืนเต็มๆ กับขั้นตอน debootstrap ด้วยความเฉื่อยของอินเทอร์เน็ตที่ใช้ ในที่สุดก็สามารถลงได้อย่างสมบูรณ์ (เหนื่อยกับการ setup GRUB เป็นพิเศษ) แต่หลังลงเสร็จก็นึกได้ว่า “ทำไมไม่ปิด RAID แล้วแยก Windows กับ Ubuntu ไว้คนละไดรว์?” ส่วนตัวแล้วคิดว่าเป็นไอเดียที่ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวเวลา RAID Array มีอันเป็นไป ก็เลยมานั่งลงอีกรอบ แต่คราวนี้ไม่ต้องใช้เวลาครึ่งคืน เพราะลงผ่าน Installer
ลงเสร็จแล้วก็เซ็ทอัพ fglrx ไดรเวอร์สำหรับการ์ดจอ ATI และเปิด Compiz ได้อย่างสวยงาม
แล้วก็มาถึงขั้นเซ็ทอัพซอฟท์แวร์บน Ubuntu เริ่มจาก IRC ที่ขาดไม่ได้ ใช้ X-Chat Gnome ถึงแม้จะใช้ encoding เป็น UTF-8 แต่ก็มีปัญหาว่ามันดัน fallback ข้อความที่ไม่ใช่ UTF-8 ไปเป็น ISO-8859-1 ซะนี่ แทนที่จะเป็น TIS-620 แต่ก็พบว่าสามารถบังคับ fallback ได้ด้วยการเซ็ท CHARSET ของ X-Chat ดังนั้นเลยเขียน shell script เล็กๆ ขึ้นมาไว้ในกรณีนี้ เก็บไว้ใน /usr/local/bin/thai-xchat-gnome
1 2 3 | #!/bin/bash export CHARSET="TIS-620" /usr/bin/xchat-gnome |
และย้าย Menu Item ให้ชี้ไปที่ /usr/local/bin/thai-xchat-gnome แทน เป็นอันใช้ได้
ขั้นตอนต่อไปก็เซ็ทอัพ Emacs โดยใช้แพคเกจ Pretty Emacs ของ Alexandre Vassalotti หลังจากลงเสร็จแล้วก็สั่ง
echo "Emacs.font: DejaVu Sans Mono-9" >> ~/.Xresources xrdb -merge ~/.Xresources
เพื่อบังคับให้ใช้ฟอนท์ที่ระบุไว้ใน Xresources ส่วนตัวแล้วชอบ DejaVu Sans Mono น้อยกว่า Inconsolata แต่ติดปัญหาว่า Inconsolata มันต้องใช้ขนาดฟอนท์ใหญ่กว่าปกติ ไม่งั้นตัวอักษรจะเล็กมาก
เมื่อเสร็จจาก Emacs ก็เป็น MPlayer ที่เมื่อเปิด Compiz แล้วจะมีปัญหาภาพเละ และปัญหา tearing อย่างรุนแรงมาก แต่ก็แก้ไขได้ด้วยการเปิดเต็มจอ และการใช้ video output เป็น gl:yuv=3:lscale=1 ตามลำดับ
หลังจากปรับแต่งต่างๆ นานาเรียบร้อย สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือการใช้ให้ชิน ถ้าหากถามผมว่าตอนนี้เป็นเวลาสำหรับลินุกซ์หรือยัง ผมคงตอบว่า “ไม่” และคิดว่ายังเหลือเวลาให้พัฒนาไปอีกอย่างน้อย 3-8 ปี กว่าจะให้ joe user สามารถใช้งานได้อย่างไม่ติดขัด แต่ทิศทางปัจจุบัน ที่วงการนี้กำลังก้าวไป ก็เป็นทิศทางที่ดี
2 Responses to 'Hello, Ubuntu'
Subscribe to comments with RSS or TrackBack to 'Hello, Ubuntu'.
-
ใช้ไปสิ ถ้าหากคุ้นเคยกับมันได้ก็ใช้ดีเหมือนกันนะ
ผมก็เคยอยากลองใช้ Ubuntu นะตอนที่ซื้อ IBM มาใหม่ใหม่ แต่พออ่าน entry นี้แล้ว คิดว่ารออีก 8 ปีก็ไม่สาย